Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
CaseTh.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

ทนายความคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส

 

สาระสำคัญของคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส

1. ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส มีบัญญัติอยู่ตามประมวลกฎหมายอาญา

ภาค 2 ลักษณะ 10 ว่าด้วยเรื่อง ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย หมวด 2 ความผิดต่อร่างกาย

2. ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุก

ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี (ไม่มีโทษปรับ) ตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง)

            อันตรายสาหัสนั้น คือ (ตามมาตรา 297 วรรคสอง)

            (1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท (ความสามารถในการดมกลิ่น)

            (2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

            (3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด เช่น ฟันร่วงหมดปาก หรือจนไม่อาจเคี้ยวอาหารได้

เป็นต้น

            (4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (ถ้ารักษาหายได้ก็ไม่เข้าอนุมาตรานี้)

            (5) แท้งลูก

            (6) จิตพิการอย่างติดตัว

            (7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

            (8) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติ

ไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

 3. ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัสนี้ เป็นความผิดที่ต้องการผลของการกระทำ ซึ่งเป็นผลตาม

ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ อันทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ

อันตรายแก่กายธรรมดา ตามมาตรา 63 แม้ผู้กระทำจะมีเพียงเจตนาทำร้ายผู้อื่นธรรมดา ตามมาตรา 295

ประกอบมาตรา 59 วรรคสามและวรรคสองเท่านั้นก็ตาม

      "ผลตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้" หมายถึง ผลที่ ผู้กระทำสามารถ"คาดเห็น" ความเป็นไปได้ของผลนั้น ซึ่ง

ใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน"เป็นหลักในการวินิจฉัย การ "คาดเห็น" นี้ไม่ใช่ "เจตนาเล็งเห็นผล"ตามมาตรา 59

ผู้กระทำอาจ "คาดเห็น" โดยไม่ "เล็งเห็นผล" ก็ได้

 

หน้าที่ของทนายความคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส

1. เตรียมคดีโดยการค้นหาข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้รอบด้านมากที่สุด

2. พบและให้คำปรึกษาลูกความเป็นการส่วนตัวในกรณีลูกความเป็นฝ่ายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ตามสิทธิใน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1) และในชั้นศาล ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายโจทก์ผู้เสีย

หายหรือจำเลย อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อการตัดสินใจของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. อยู่ร่วมในการสอบสวนกับลูกความกรณีเป็นฝ่ายผู้ต้องหา ตามสิทธิใน มาตรา 7/1(2) ประกอบ

มาตรา134/1 และมาตรา 134/3

4. ดำเนินการช่วยเหลือลูกความให้ได้รับการประกันตัวกรณีลูกความถูกจับอยู่ไม่ว่าจะในชั้นพนักงานสอบสวน

หรือชั้นฝากขังต่อศาลทั้งกรณีการถูกคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม

มาตรา90 หรือมาตรา 106

5. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้แก่ลูกความเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม

มาตรา 30

6. กรณี เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกความ ตามมาตรา 44/1

7. ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะนำมาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย

8. ตรวจค้นข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอายุความหรือระยะเวลาในการดำเนินคดีของลูกความ

9. ติดตามผลคดีของลูกความอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาประโยชน์แก่ลูกความเป็นสำคัญ