Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
CaseTh.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

ทนายความคดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

 

สาระสำคัญของความผิดฐานยักยอกทรัพย์

1. ความผิดฐานชิงทรัพย์นี้มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ภาความผิด ลักษณะ 12 ความผิด

เกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก

2. ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบงเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน

หรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่

เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง

       ดังนั้น ความผิดฐานนี้แตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ คือ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้กระทำต้องมีการ

ครอบครองทรัพย์ที่ยักยอกนั้นก่อนกระทำความผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์ แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้

กระทำต้องไม่มีการครอบครองทรัพย์ที่ลักนั้นมาก่อน อันเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์และการครอบครองนั่นเอง

       ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วย

ประการใดหรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งเดียว ตาม

มาตรา 352 วรรคสอง “ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไป” เช่น การทอนเงินให้ผิดแล้วผู้รับเงินทอนรู้อยู่แล้วว่า

ตนไม่ควรรับ แต่ก็นำเงินทอนผิดที่ได้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่นต่อไปก็เป็นความผิดอาญาได้แล้ว

เป็นต้น

2. ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิด

หน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุได้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็น

ทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท ทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 353

3. ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 352(ฐานยักยอกทรัพย์ธรรมดา) หรือมาตรา 353(ฐานยักยอกทรัพย์มีเหตุ

ให้รับโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของผู้กระทำความผิด) ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการ

ทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตาม

พินัยกรรม หรือในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนผู้กระทำต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 354

4. ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝังไว้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ แล้ว

เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับเกิน 2,000 บาท หรือ

ทั้งจำทั้งปรับ

5. ความผิดในหมวด 5 ว่าด้วยเรื่องความผิดฐานยักยอกนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามมาตรา 356 

หมายความว่า ความผิดในฐานยักยอกทรัพย์นี้จะเป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งสามารถตกลงยอมความกันระหว่าง

ผู้เสียหายกับผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง เมื่อมีการ

ยอมความกันแล้วจะมีผลให้สิทธิที่จะนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 (2)

 

หน้าที่ของทนายความคดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

1. เตรียมคดีโดยการค้นหาข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้รอบด้านมากที่สุด

2. พบและให้คำปรึกษาลูกความเป็นการส่วนตัวในกรณีลูกความเป็นฝ่ายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ตามสิทธิใน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1) และในชั้นศาล ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายโจทก์ผู้เสีย

หายหรือจำเลย อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อการตัดสินใจของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. อยู่ร่วมในการสอบสวนกับลูกความกรณีเป็นฝ่ายผู้ต้องหา ตามสิทธิใน มาตรา 7/1(2) ประกอบ

มาตรา134/1 และมาตรา 134/3

4. ดำเนินการช่วยเหลือลูกความให้ได้รับการประกันตัวกรณีลูกความถูกจับอยู่ไม่ว่าจะในชั้นพนักงานสอบสวน

หรือชั้นฝากขังต่อศาลทั้งกรณีการถูกคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม

มาตรา90 หรือมาตรา 106

5. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้แก่ลูกความเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม

มาตรา 30

6. กรณีเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องดำเนินการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอเรียกทรัพย์สิน

หรือใช้ราคาแทนทรัพย์สินของลูกความที่เสียหายไปจากการกระทำความผิดในฐานความผิดที่ระบุไว้ ตาม

มาตรา 43 หรือยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกความ ตามมาตรา 44/1

7. ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะนำมาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย

8. ตรวจค้นข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอายุความหรือระยะเวลาใน

การดำเนินคดีของลูกความ

9. ติดตามผลคดีของลูกความอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาประโยชน์แก่ลูกความเป็นสำคัญ

10. ดำเนินการให้ลูกความที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางให้ได้รับคืนของกลางกรณีเจ้าของไม่ได้

รู้เห็นเป็นใจให้ทรัพย์นั้นได้ใช้ในการกระทำความผิดด้วย ตามมาตรา 49  ประกอบประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 33 วรรคสองหรือมาตรา 34 วรรคสอง