Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
CaseTh.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

คดีความต่อร่างกาย

 

สาระสำคัญของคดีความผิดต่อร่างกาย

1. ความผิดต่อชีวิตมีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 10 ว่าด้วยเรื่อง ความผิดเกี่ยวกับ

ชีวิตร่างกาย หมวด 2  ความผิดต่อร่างกาย มีฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังต่อไปนี้

           - ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยเจตนา ตามมาตรา 295 และ

มาตรา 296 ประกอบมาตรา 289

           - ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297 และ

มาตรา 298 ประกอบมาตรา 289

           - ความผิดฐานร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 299

           - ความผิดฐานกระทำกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300

2. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่

กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้

ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง

            กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล

หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ตามมาตรา 59 วรรคสอง

            ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อม

เล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามมาตรา 59 วรรคสาม

            การกระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง

ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่

หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ตามมาตรา 59 วรรคสี่

            การกระทำให้หมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล

นั้นด้วย ตามมาตรา 59 วรรคท้าย

 

อธิบายการจะเป็นความผิดอาญาและรับโทษได้ว่า

            (1). ต้องมีการกระทำ คือ ผู้กระทำเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เช่น การชกผู้อื่น เป็นต้น ที่ไม่ใช่การ

เคลื่อนไหวโดยรู้สำนึก เช่น การละเมอ . การที่ถูกผู้อื่นมาจับมือของเราแล้วไปตีอีกบุคคลหนึ่ง เป็นต้น ตาม

มาตรา 59 วรรคหนึ่งส่วนต้น

            (2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด

                        (2.1) การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ตามมาตรา 288 คือ มี ผู้ใด(ผู้กระทำ) , ทำร้าย(การกระทำ), ผู้อื่น(วัตถุแห่งการกระทำ) เป็นต้น

                        (2.2) การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ได้แก่ เจตนา หรือประมาทใน

กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่มี

กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา เช่น ความผิดลหุโทษบางมาตรา

เป็นต้น

องค์ประกอบภายในอธิบายได้ดังนี้

       เจตนา ต้องดูตามมาตรา 59 วรรคสามก่อน คือ ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก

ของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น ตามมาตรา 295 ผู้กระทำจะต้องรู้ว่า ตนเป็นผู้กระทำ ,

การกระทำของตนเป็นการทำร้ายเช่น การใช้ไม้ตี และ การกระทำของตนได้กระทำต่อผู้อื่น(ที่มีสภาพบุคคล

หรือกระทำต่อผู้มีชีวิตนั่นเอง) ไม่ใช่กรณีตีศพ ดังนั้นคำว่า “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญาจึงมิใช่เป็นไปตาม

ความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไป เพียง “รู้” ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่แท้จริงที่อยู่

ภายในจิตใจของผู้กระทำว่าต้องการกระทำเพื่อสิ่งใดกันแน่ชัด แต่อย่างใด

จากนั้นจึงจะมาวิเคราะห์ถึงประเภทของเจตนามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

            (ก) เจตนาธรรมดา คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้ ตามมาตรา 59 วรรคสอง

       เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง เจตนาที่ผู้กระทำต้องการที่จะให้เกิดผลนั้นขึ้นอย่างแน่แท้ เช่น นาย ก.

ต้องการทำร้าย นาย ข. จึงใช้ไม้ตีไปที่ร่างกายของ นาย ข. ทำให้นาย ข. ไม่ได้ถูกร่างกายของ นาย ข. จนได้

รับบาดเจ็บเป็นต้น

       เจตนาย่อมเล็งผลได้ หมายถึง กรณีที่ผู้กระทำมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุ

แห่งการกระทำ แต่พฤติการณ์สามารถคาดเห็นได้ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุแห่ง

การกระทำได้อย่างแน่แท้ตามความคิดเห็นของ “วิญญูชน” คือ คนปกติธรรมดาทั่วไป ในภาวะพฤติการณ์เช่น

นั้นพึงจะคาดเห็นได้อย่างแน่นอน  เช่น นาย ก. มิได้ประสงค์จะทำร้ายนาย ข. แต่แรก แต่ประสงค์จะใช้ไม้ฟาด

นกที่เกาะไหล่นาย ข. แต่การจะใช้ไม้ฟาดนกนั้นคนทั่วไปรวมทั้งนาย ก. ย่อมจะคาดเห็นได้อย่างคนธรรมดา

ทั่วไปว่าในภาวะพฤติการณ์เช่นนี้ไม้จะถูกร่างกายนาย ข. อย่างแน่นอน แต่นาย ก. ก็ยังฟาดไม้ออกไป เมื่อไม้

ไปถูกร่างกาย นาย ข. ได้รับบาดเจ็บ นาย ก. จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ข. โดยเจตนา(เล็งเห็นผล)

            (ข) เจตนาโดยผลของกฎหมาย คือ เจตนาโดยพลาด ตามมาตรา 60 มี เนื้อความว่า “ผู้ใดมีเจตนาที่จะ

กระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่

บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคล

หรือเพราะความ สัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายมิให้นำกฎหมายนั้น มาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้

กระทำให้หนักขึ้น” เช่น นาย ก. เอาก้อนหินประสงค์จะขว้างนาย ข. แต่ขว้างไม่ถูก ก้อนหินไปถูกหัวนาย ค. ที่

อยู่ข้างหลังหัวแตก นาย ก.จึงต้องรับผิดต่อนาย ค. ในฐานทำร้ายนาย ค. ให้ได้รับอันตรายแก่กาย โดยเจตนา

โดยพลาด เป็นต้น

        ประมาท ก็คือกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาทนั้น หมายความว่า ผู้กระทำได้

กระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้วแต่มิได้กระทำการไปโดยเจตนา แต่ได้ขาดความระมัดระวัง

ตามวิสัยและพฤติการณ์ของบุคคลทั่วไปพึงมี แต่ก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดังกล่าวอย่างเพียงพอ เช่น ฝนตก

ถนนลื่น นาย ก. ขับรถลงสะพานด้วยความเร็วสูงเบรกไม่ทันชนรถ นาย ข. ทำให้นาย ข. ขาขาด  นาย ก. จึง

ต้องรับผิดอาญาฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300 เป็นต้น 

            (3) การกระทำของผู้กระทำทำให้ผลเกิดขึ้นในกรณีที่ความผิดต้องการผล และผลที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์

กับการกระทำที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำไป เช่น ถ้าหาก นาย ก. ไม่ใช้ไม้ตีที่ร่างกาย นาย ข. นาย ข. ก็จะไม่ได้

รับบาดเจ็บ เป็นต้น