Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
CaseTh.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

คดีเรียกของหมั้นหรือสินสอดคืน

 

สาระสำคัญเกี่ยวกับคดีเรียกของหมั้นหรือสินสอดคืน 

1. ของหมั้นมีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 การสมรส หมวด 1

ว่าด้วยเรื่อง การหมั้น 

2. การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้วเท่านั้น มิิฉะนั้น การหมั้นที่ฝ่าฝืนข้อนี้จะมีผล

ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1435

3. ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

    (2) บิดาหรือมารดา ในกรณีที่มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่

อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้

    (3) ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

    (4) ผู้ปกครอง ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมตาม (1) , (2) และ (3) หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอน

อำนาจปกครอง

       การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำไปโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 1436 ดังนั้นผู้เยาว์ที่

สามารถทำการหมั้นได้แล้วตามมาตรานี้ ก็คือ บุคคลที่มีอายุระหว่าง 17 ปี แต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ นั้นเอง

4. การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็น "ของหมั้น" ให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐาน

ว่าจะสมรสกับหญิงนั้น ตามมาตรา 1437 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ของหมั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สัญญาหมั้นเกิด

ขึ้นสมบูรณ์หรือไม่นั่นเอง โดยองค์ประกอบสำคัญคือ ต้องมีการส่งมอบให้แก่หญิงคู่หมั้นแล้ว

       เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ตามมาตรา 1437 หมายถึง เป็นสิทธิของผู้หญิงที่ทำการหมั้น

ด้วย หรือคู่สัญญามั่นนั้นเอง ซึ่งแตกต่างจาก "สินสอด" เป็นกรณีฝ่ายชายมอบให้แก่บิดามารดาของหญิง มิใช่

มอบให้แก่ตัวหญิงคู่หมั้น

       "สินสอด" เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่

กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำํคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยพฤติการณ์

ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ฝ่ายชายไม่สามารถหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียนสินสอดคืนได้

ตามมาตรา 1437 วรรคสาม

       ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวล

กฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามมาตรา 1437 วรรคสี่

5. การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิด

สัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1438

6. เมื่อมีการหมั้น ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้ใช้ค่าทดแทน และในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็น

ฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชายด้วย ตามมาตรา 1439

7. ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดนั้นไม่

ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย ตามมาตรา 1441

8. ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น ทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น ชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญา

หมั้นได้ และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ชาย ตามมาตรา 1442

       "เหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น" ได้แก่ การที่หญิงไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย

หรือหญิงไปทำการสมรสกับชายอื่น หรือประพฤติตนเสเพล เป็นต้น

9. ในกรณีที่มีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้นทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา

หมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นให้แก่ชาย ตามมาตรา 1443

10. สิทธิเรียนคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 ให้มีอายุวาม 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น ตามมาตรา

1447/2 วรรคหนึ่ง คือกรณีมีการผิดสัญญาหมั้นทั่วไปต้องบอกเลิกก่อน

        สิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1442 ให้มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น ตาม

มาตรา  1447/2 วรรคสอง คือกรณีการเลิกสัญญาหมั้นเพราะเหตุหญิงคู่หมั้นมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น

ทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้นนั่นเอง

หน้าที่ของทนายความคดีเรียกของหมั้นหรือสินสอดคืน

1. เตรียมคดี โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งจากฝ่ายลูกความและบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

2. ตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารว่าลูกความว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะคดีเรียกของหมั้นหรือ

สินสอดคืน อาจต้องมีเอกสารหลักฐานหรือหนังสือสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น กรณีมีการทำสัญญาหมั้นไว้

เป็นหนังสือ กรณีการตกลงทำสัญญากู้ไว้ว่าจะให้สินสอด หรือกรณีให้ฝ่ายหญิงทำหนังสือบันทึกว่าได้รับสิ่งใด

เป็นของหมั้นหรือสินสอดไปจากฝ่ายชายบ้าง เป็นต้น 

3. ตรวจสอบสิทธิ,หน้าที่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายได้ให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง ไม่ว่าจะเป็นของหมั้นหรือสินสอด ,ความเสีย

หายและดอกเบี้ยจำนวนโดยรวมทั้งหมดของลูกความและบุคคลฝ่ายอื่นที่เีกี่ยวข้องด้วย เช่น ฝ่ายบิดาหรือ

มารดาทั้งสองฝ่าย เป็นต้น ซึ่งจะนำมาคำนวณเพื่อเรียกค่าทดแทนได้ต่อไป

4. ค้นหาข้อกฎหมาย เช่น มีเหตุเลิกสัญญาหมั้นและสามารถเรียกคืนของหมั้นหรือสินสอด หรือฝ่ายหญิงมีสิทธิ

ปฏิเสธการเรียกคืนตามกฎหมายหรือไม่ เป็นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง และอายุความหรือระยะเวลา

ในการดำเนินคดีของลูกความ

5. ดูแลผลประโยชน์ของลูกความในผลความคืบหน้าของคดีอย่างสม่ำเสมอ

6. ให้คำแนะนำปรึกษาในทางกระบวนพิจารณาของศาลและข้อกฎหมายแก่ลูกความอย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อ

ประกอบการตัดสินใจของลูกความ