Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
Service.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

ทนายคดีเช็ค,ทนายคดีตั๋วแลกเงิน,ทนายคดีตั๋วสัญญาใช้เงิน

 

สาระสำคัญของกฎหมายตั๋วเงิน

1. ตั๋วเงินมีกฎหมายรับรองอยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะ 21

2. ตั๋วเงินมี 3 ประเภท คือ ตัวแลกเงิน ตั๋วสัญญาใ้ช้เงิน และเช็ค ตามมาตรา 898

3. เป็นสัญญาที่ต้องอาศัยมูลหนี้อื่นอันเป็นมูลหนี้หลักหรือมูลหนี้ประธาน เช่น การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่า

สินค้า หรือออกตั๋วสัญญาใช้ชำระหนี้เงินกู้ เป็นต้น

4. แม้จะออกตั๋วเงินมาชำระหนี้ที่มีอยู่จริง แต่หนี้หลักหรือหนี้ประธานจะยังไม่ระงับ ต่อเมื่อมีการใช้เงินตามตั๋ว

เงินแล้วเท่านั้น ตามมาตรา 321 วรรคท้าย เช่น หนี้กู้ยืมเงินจะระงับต่อเมื่อ เจ้าหนี้ได้นำเช็คไปขึ้นเงินและได้รับ

เงินจากธนาคารแล้ว เป็นต้น

5. เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย เช่น มีผู้สั่งจ่าย มีผู้จ่ายเงิน และมีผู้รับเงิน เป็นต้น

6. บุคคลผู้ลงลายมือชื่อลงในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น มาตรา 900 

7. ตั๋วเงินไม่สามารถลงเครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงใด หรือลายพิมพ์นิ้วมือได้ ไม่มีผลเป็นตั๋วเงิน

8. ตั๋วเงินเป็นตราสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ แทนการใช้เงินสด ซึ่งมีลักษณะคล้ายการโอนหนี้

กันได้อย่างหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีตั๋วเงินชนิดระบุชื่อ ใช้วิธีการสลักหลังและส่งมอบ ส่วนตั๋วเงินชนิดให้ใช้เงินแก่ผู้

ถือ สามารถโอนให้แก่กันด้วยการส่งมอบได้เลย

9. ผู้มีสิทธิตามตั๋วเงินเรียกว่า "ผู้ทรง" ซึ่งกฎหมายหมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง โดยฐานเป้น

ผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลังถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน ตามมาตรา

903

10. ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วเงินมีต่อเมื่อ ตั๋วเงินมีการปฏิเสธการจ่ายเงิน เว้นแต่ว่าตั๋วเงินนั้นจะมี

การรับรองการใช้เงินจากผู้จ่าย ถ้ากรณีตั๋วแลกเงินเป็นไปตามตามมาตรา 937 หรือกรณีเช็ค ตามมาตรา 993

วรรคสอง เป็นต้น

11. ตั๋วแลกเงินนั้น บรรดาบุคคลผู้สั่งจ่ายก็ดี ผู้รับรองก็ดี ผู้สลักหลังก็ดี หรือรับประกันด้วยการอาวัลก็ดี ย่อม

ต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง ตามมาตรา 967 แต่ผู้สั่งจ่ายก็ดี ผู้รับรองก็ดี ผู้สลักหลังคนก่อนก็ดี ซึ่งเขาสลักหลัง

หรือโอนตั๋วแลกเงินให้อีกทอดหนึ่งนั้น หามีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตนย่อมต้องรับผิดต่อเขาอยู่

ก่อนแล้วนั้นไม่ได้ ตามาตรา 971 ซึ่งหลักกฎหมายดังกล่าวนี้นำปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็คด้วยโดย

อนุโลม

 

หน้าที่ของทนายความคดีตั๋วเงิน(ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็ค)

1. เตรียมคดี โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งจากฝ่ายลูกความและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

2. ตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารว่าลูกความว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เช่น เช็คมีการลงวันที่หรือไม่ มี

การลงลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายที่แท้จริงหรือไม่ หรือมีรายการต่างๆ ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนดหรือไม่

เป็นต้น

3. ตรวจสอบยอดหนี้และดอกเบี้ยของลูกความจำนวนโดยรวมทั้งหมด

4. ค้นหาข้อกฎหมาย คำพิพากษศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบอายุความสัญญาของลูกความ และของ

บุคคลฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในคดี เพราะบุคคลที่รับผิดในฐานะต่างกันตามตั๋วเงินอาจจะมีอายุความในการฟ้อง

ร้องดำเนินคดีแตกต่างกัน เช่น การฟ้องผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ต้องฟ้องภายใน 3 ปี นับแต่

วันในตั๋วนั้นๆ ถึงกำหนดใช้เงิน ตามมาตรา 1001 ,ถ้าจะฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่าย ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับ

แต่วันที่ได้ลงในคำคัดค้านหรือนับแต่ตั๋วเงินถึงกำหนด ตามมาตรา 1002 เป็นต้น

5. ดูแลผลประโยชน์ของลูกความในผลความคืบหน้าของคดีอย่างสม่ำเสมอ

6. ให้คำแนะนำปรึกษาในทางกระบวนพิจารณาของศาลและข้อกฎหมายแก่ลูกความอย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อ

ประกอบการตัดสินใจของลูกความ