Ratchada Law Firm

สำนักงานกฎหมายรัชดา

ThaiEnglish (UK)
Service.jpg

Call us Today

  • ปรึกษาปัญหาฟรี
  • ค่าจ้างเป็นธรรม
  • โทรหาเราวันนี้
  • โทร 02 512 1942 หรือ 02 512 1941
  • กรณีฉุกเฉิน (24 ชั่วโมง) 09 285 48800

Follow us

Thai Law Firm

สาระสำคัญของคดีความผิดต่อชีวิต

 

1. ความผิดต่อชีวิตมีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 10 ว่าด้วยเรื่อง ความผิดเกี่ยวกับ

ชีวิตร่างกาย หมวด 1 ความผิดต่อชีวิต มีฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังต่อไปนี้

           - ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามมาตรา 288 และมาตรา 289

           - ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา ตามมาตรา 290

           - ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291

           - ความผิดฐานกระทำอันทารุณเพื่อให้บุคคลซึ่งต้องพึ่งผู้กระทำเพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเองหรือพยายาม

ฆ่าตนเอง ตามมาตรา 292

           - ความผิดฐานช่วยหรือยุยงให้เด็กอายุไม่เกิน 16 ปีหรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจการกระทำของตน ให้ฆ่า

ตนเองหรือพยายามฆ่าตนเอง ตามมาตรา 293

          - ความผิดฐานชุลมุนต่อสู้จนเป็นเหตุให้มีบุคคลใดถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 294

2. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่

กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้

ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง

            กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล

หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ตามมาตรา 59 วรรคสอง

            ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อม

เล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามมาตรา 59 วรรคสาม

            การกระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง

ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่

หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ตามมาตรา 59 วรรคสี่

            การกระทำให้หมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล

นั้นด้วย ตามมาตรา 59 วรรคท้าย

 

ธิบายการจะเป็นความผิดอาญาและรับโทษได้ว่า

            (1). ต้องมีการกระทำ คือ ผู้กระทำเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เช่น การเหนี่ยวไกยิงปืน การชกผู้

อื่น เป็นต้น ที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดยรู้สำนึก เช่น การละเมอ . การที่ถูกผู้อื่นมาจับมือของเราแล้วไปตีอีก

บุคคลหนึ่ง เป็นต้น ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่งส่วนต้น

            (2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด

                        (2.1) การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ตามมาตรา 288 คือ มี ผู้ใด(ผู้กระทำ) , ฆ่า(การกระทำ), ผู้อื่น(วัตถุแห่งการกระทำ) เป็นต้น

                        (2.2) การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ได้แก่ เจตนา หรือประมาทใน

กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่มี

กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา เช่น ความผิดลหุโทษบางมาตรา

เป็นต้น

                        องค์ประกอบภายในอธิบายได้ดังนี้

                        - เจตนา ต้องดูตามมาตรา 59 วรรคสามก่อน คือ ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์

ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 ผู้กระทำจะต้องรู้ว่า ตนเป็น

ผู้กระทำ , การกระทำของตนเป็นการฆ่า เช่น การเหนี่ยวไกปืนยิง และ การกระทำของตนได้กระทำต่อผู้อื่น(ที่มี

สภาพบุคคลหรือกระทำต่อผู้มีชีวิตนั่นเอง) ไม่ใช่กรณียิงศพ ดังนั้นคำว่า “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญาจึงมิใช่

เป็นไปตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไป เพียง “รู้” ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจ

ที่แท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำว่าต้องการกระทำเพื่อสิ่งใดกันแน่ชัด แต่อย่างใด

                                    --> จากนั้นจึงจะมาวิเคราะห์ถึงประเภทของเจตนามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

                                    (ก) เจตนาธรรมดา คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้ ตามมาตรา

59 วรรคสอง

 

*เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง เจตนาที่ผู้กระทำต้องการที่จะให้เกิดผลนั้นขึ้นอย่างแน่แท้ เช่น นาย ก.

ต้องการฆ่า นาย ข. จึงยิงปืนไปที่ นาย ข. ทำให้นาย ข. ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย เป็นต้น

** เจตนาย่อมเล็งผลได้ หมายถึง กรณีที่ผู้กระทำมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุ

แห่งการกระทำ แต่พฤติการณ์สามารถคาดเห็นได้ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุแห่ง

การกระทำได้อย่างแน่แท้ตามความคิดเห็นของ “วิญญูชน” คือ คนปกติธรรมดาทั่วไป ในภาวะพฤติการณ์เช่น

นั้นพึงจะคาดเห็นได้อย่างแน่นอน  เช่น นาย ก. มิได้ประสงค์จะฆ่านาย ข. แต่แรก แต่ประสงค์จะยิงนกที่เกาะ

ไหล่นาย ข. แต่การจะยิงนกนั้นนาย ก. ไม่ใช่คนแม่นปืน คนทั่วไปรวมทั้งนาย ก. ย่อมจะคาดเห็นได้อย่างคน

ธรรมดาทั่วไปว่าในภาวะพฤติการณ์เช่นนี้กระสุนปืนจะถูกนาย ข. อย่างแน่นอน แต่นาย ก. ก็ยังเหนี่ยวไกยิง

ออกไป เมื่อกระสุนถูก นาย ข. ตาย นาย ก. จึงมีความผิดฐานฆ่า นาย ข. โดยเจตนา(เล็งเห็นผล)