Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายคดีความผิดต่อทรัพย์สิน

สาระสำคัญของคดีความผิดต่อทรัพย์สิน

  • 1. ความผิดต่อทรัพย์มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 12 มีีทั้งหมด 8 หมวด 1 มีดังต่อไป นี้
  • ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา 334 ถึงมาตรา 336 ทวิ
  • ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ตามมาตรา 337 ถึงมาตรา 340 ตรี
  • ความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 341 ถึงมาตรา 348
  • ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามมาตรา 349 ถึง มาตรา 351
  • ความผิดฐานยักยอก ตามมาตรา 352 ถึง 356
  • ความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357
  • ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ถึงมาตรา 361
  • ความผิดฐานบุกรุก ตามมาตรา 362 ถึงมาตรา 366
  • 2. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่ กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง
  • กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ตามมาตรา 59 วรรคสอง
  • ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็ง เห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามมาตรา 59 วรรคสาม
  • การกระทำให้หมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น ด้วย ตามมาตรา 59 วรรคท้าย
  • ดังนั้น การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ต้องกระทำโดยเจตนาด้วย

อธิบายการจะเป็นความผิดอาญาและรับโทษได้ว่า

  • (1) ต้องมีการกระทำ คือ ผู้กระทำเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เช่น การหยิบทรัพย์ไป การขู่จะ ทำร้ายเพื่อให้เอาทรัพย์ให้ เป็นต้น ที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดยรู้สำนึก เช่น การละเมอ . การที่ถูกผู้อื่นมาจับมือ ของเราแล้วไปปัดทรัพย์ของผู้อื่นตกแตก เป็นต้น ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่งส่วนต้น
  • (2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด
  • (2.1) การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 คือ มี ผู้ใด(ผู้กระทำ) , เอาไป(การกระทำ), ทรัพย์ของผู้อื่น(วัตถุแห่งการกระทำ) เป็นต้น
  • (2.2) การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ได้แก่ เจตนา หรือประมาทใน กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่มี กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา เช่น ความผิดลหุโทษบางมาตรา เป็นต้น

องค์ประกอบภายในอธิบายได้ดังนี้

  • เจตนา ต้องดูตามมาตรา 59 วรรคสามก่อน คือ ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 ผู้กระทำจะต้องรู้ว่า ตนเป็น ผู้กระทำ , การกระทำของตนเป็นการฆ่า เช่น การเหนี่ยวไกปืนยิง และ การกระทำของตนได้กระทำต่อผู้อื่น(ที่มี สภาพบุคคลหรือกระทำต่อผู้มีชีวิตนั่นเอง) ไม่ใช่กรณียิงศพ ดังนั้นคำว่า “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญาจึงมิใช่ เป็นไปตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไป เพียง “รู้” ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจ ที่แท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำว่าต้องการกระทำเพื่อสิ่งใดกันแน่ชัด แต่อย่างใด
  • จากนั้นจึงจะมาวิเคราะห์ถึงประเภทของเจตนามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

(ก) เจตนาธรรมดาหรือเจตนาโดยตรง คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็ง เห็นผลได้ ตามมาตรา 59 วรรคสอง

  • เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง เจตนาที่ผู้กระทำต้องการที่จะให้เกิดผลนั้นขึ้นอย่างแน่แท้ เช่น นาย ก. ต้องการฆ่า นาย ข. จึงยิงปืนไปที่ นาย ข. ทำให้นาย ข. ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย เป็นต้น
  • เจตนาย่อมเล็งผลได้ หมายถึง กรณีที่ผู้กระทำมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรงแก่ผู้ถูกกระทำ หรือวัตถุแห่งการกระทำ แต่พฤติการณ์สามารถคาดเห็นได้ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกกระทำหรือ วัตถุแห่งการกระทำได้อย่างแน่แท้ตามความคิดเห็นของ “วิญญูชน” คือ คนปกติธรรมดาทั่วไป ในภาวะ พฤติการณ์เช่นนั้นพึงจะคาดเห็นได้อย่างแน่นอน เช่น นาย ก. มิได้ประสงค์จะฆ่านาย ข. แต่แรก แต่ประสงค์ จะยิงนกที่เกาะไหล่นาย ข. แต่การจะยิงนกนั้นนาย ก. ไม่ใช่คนแม่นปืน คนทั่วไปรวมทั้งนาย ก. ย่อมจะคาด เห็นได้อย่างคนธรรมดาทั่วไปว่าในภาวะพฤติการณ์เช่นนี้กระสุนปืนจะถูกนาย ข. อย่างแน่นอน แต่นาย ก. ก็ยัง เหนี่ยวไกยิงออกไป เมื่อกระสุนถูก นาย ข. ตาย นาย ก. จึงมีความผิดฐานฆ่า นาย ข. โดยเจตนา(เล็งเห็นผล)

(ข) เจตนาโดยผลของกฎหมาย คือ เจตนาโดยพลาด ตามมาตรา 60 มี เนื้อความว่า

  • ผู้ใดมีเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้น กระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความ สัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายมิให้นำกฎหมายนั้น มา ใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น
  • ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยหลักจะต้องกระทำโดยเจตนา จะไม่มีความผิดที่กระทำโดย ประมาท
  • (3) เจตนาพิเศษ ผู้กระทำในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนใหญ่ มักจะเพิ่มองค์ประกอบอีกประการหนึ่ง ขึ้นมาคือ เจตนาพิเศษหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มูลเหตุชักจูงใจ" ของผู้กระทำความผิด เช่น ความผิดฐานลัก ทรัพย์จะต้องมีเจตนาพิเศษ คือ โดยทุจริต หมายถึง แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตามมาตรา 334 ประกอบมาตรา 1(1) เป็นต้น
  • (4) การกระทำของผู้กระทำทำให้ผลเกิดขึ้นในกรณีที่ความผิดต้องการผล และผลที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์ กับการกระทำที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำไป เช่น ถ้าหาก นาย ก. ไม่หยิบเอาสร้อยของนาย ข. สร้อยของนาย ข. ก็จะไม่เคลื่อนที่อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ เป็นต้น