Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายความคดีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

สาระสำคัญของความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

  • 1. ความผิดฐานชิงทรัพย์นี้มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ภาความผิด ลักษณะ 12 ความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 7 ว่าด้วยเรื่องความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
  • 2. ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชนซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 358
  • 3. ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 358 ได้กระทำต่อ
  • (1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม
  • (2) ปศุสัตว์
  • (3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะหรือในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม หรือ
  • (4) พืชหรือพืชผลของกสิกร
  • ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 359
  • 4. ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อ สาธารณประโยชน์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 360
  • 5. ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคหนึ่ง (ทรัพย์ที่ทำให้เสียเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อให้ประชาชนเคารพบูชา) ที่ประดิษฐานอยู่ในสถานที่ตามมาตรา 335 ทวิ(การทำให้เสียทรัพย์ได้กระทำในสถานที่ที่มีไว้เพื่อให้ประชาชนเคารพบูชา) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 360 ทวิ
  • 6. ความผิดตามมาตรา 358(กรณีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ธรรมดา) และมาตรา 359(กรณีความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์ที่มีเหตุฉกรรจ์ที่เป็นทรัพย์ที่มิใช่มีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือทรัพย์ที่มีไว้เพื่อให้ ประชาชนเคารพบูชา หรือการกระทำต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อให้ประชาชนเคารพบูชาและกระทำในสถานที่เพื่อให้ ประชาชนเคารพบูชา) เป็นความผิดอันยอมความได้
  • ดังนั้น ความผิดในฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 และมาตรา 359 ที่กล่าวมาแล้วเป็นความผิดต่อ ส่วนตัว ซึ่งสามารถตกลงยอมความกันระหว่างผู้เสียหาย และผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง เมื่อมีการยอมความกันแล้วจะมีผลให้สิทธิที่จะนำคดีอาญามาฟ้อง ระงับไปตามมาตรา 39 (2) ยกเว้นแต่ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 (กรณีทรัพย์เป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์) หรือมาตรา 360 ทวิ (กรณีทรัพย์เป็นทรัพย์ที่มีไว้ เพื่อให้ประชาชนเคารพบูชา หรือทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อประชาชนเคารพบูชาและกระทำในสถานที่ที่มีไว้ เพื่อให้ประชาชนเคารพบูชา) เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่อาจตกลงยอมกันเองระหว่างคู่กรณีไม่ได้ แม้จะมี การตกลงกันคดีอาญาก็ไม่ระงับตามไปด้วย

หน้าที่ของทนายความคดีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

  • 1. เตรียมคดีโดยการค้นหาข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้รอบด้านมากที่สุด
  • 2. พบและให้คำปรึกษาลูกความเป็นการส่วนตัวในกรณีลูกความเป็นฝ่ายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ตามสิทธิใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1) และในชั้นศาล ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายโจทก์ผู้เสีย หายหรือจำเลย อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อการตัดสินใจของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. อยู่ร่วมในการสอบสวนกับลูกความกรณีเป็นฝ่ายผู้ต้องหา ตามสิทธิใน มาตรา 7/1(2) ประกอบ มาตรา134/1 และมาตรา 134/3
  • 4. ดำเนินการช่วยเหลือลูกความให้ได้รับการประกันตัวกรณีลูกความถูกจับอยู่ไม่ว่าจะในชั้นพนักงานสอบสวน หรือชั้นฝากขังต่อศาลทั้งกรณีการถูกคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม มาตรา90 หรือมาตรา 106
  • 5. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้แก่ลูกความเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม มาตรา 30
  • 6. กรณีเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกความ ตาม มาตรา 44/1
  • 7. ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะนำมาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย
  • 8. ตรวจค้นข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอายุความหรือระยะเวลาในการดำเนินคดีของลูกความ
  • 9. ติดตามผลคดีของลูกความอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาประโยชน์แก่ลูกความเป็นสำคัญ
  • 10. ดำเนินการให้ลูกความที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางให้ได้รับคืนของกลางกรณีเจ้าของไม่ได้ รู้เห็นเป็นใจให้ทรัพย์นั้นได้ใช้ในการกระทำความผิดด้วย ตามมาตรา 49 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 วรรคสองหรือมาตรา 34 วรรคสอง