Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายความคดีเพิกถอนนิติกรรม,เพิกถอนการให้

สาระสำคัญของการเพิกถอนนิติกรรม

  • 1. นิติกรรม มีกฎหมายรับรองอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 หลักทั่วไป ลักษณะ 4 ว่าด้วย นิติกรรม
  • 2. นิติกรรม หมายความว่า การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติ สัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ตามมาตรา 149
  • 3. การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150
  • 4. การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีล ธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ ตามมาตรา 151
  • 5. การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา 152 เช่น การซื้อขาย สังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษ อาทิ ซื้อขายเรือที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตั้นขึ้นไป ,แพที่อยู่อาศัย และสัตว์ พาหนะต่างๆ เป็นต้น จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 456 เป็นต้น
  • 6. การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ ตาม มาตรา 153
  • 7. เจ้าหนี้ชอบจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้ เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฎว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอก แต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดย เสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
  • บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแต่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ตามมาตรา 237

สาระสำคัญของการเพิกถอนการให้

  • 1. สัญญาให้มีกฎหมายรับรองอยู่่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 3 เรื่องให้
  • 2. การให้ คือ สัญญาหนึ่งซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น ตามมาตรา 521
  • 3. สัญญาให้เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน เพราะมีผู้ให้ฝ่ายเดียวที่จะดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับ โดย ผู้รับไม่ต้องมีหน้าที่กระทำการใดตอบแทนทั้งสิ้น มิฉะนั้นอาจเป็นสัญญาอย่างอื่นไป เช่น สัญญาแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายไป เป็นต้น
  • 4. การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ มาตรา 523
  • 5. การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่า ย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณ๊เช่นนี้ การให้ย่อมสมบูรณ์ โดยมิพักต้องส่งมอบ ตามมาตรา 525 เช่น การยกที่ดินให้ การยกบ้านให้ เป็นต้น ซึ่งนำมาตรา 456 มา ประกอบด้วย
  • 6. อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณ๊ดัง กล่าวต่อไปนี้ (มาตรา 531)
  • (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา เช่น ผู้่ รับได้กระทำการพยายามฆ่า หรือทำร้ายร่างกายผู้ให้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นต้น หรือ
  • (2) ผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง เช่น ผู้รับไปบอกเล่ากับบุคคลที่สาม ว่าผู้ให้มีพฤติกรรมทางเพศในทางสำส่อน ทำให้ผู้อื่นดูถูกเกลียดชังผู้ให้ เป็นต้น
  • (3) ถ้าผู้ได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผูั้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไรและผู้รับสามารถจะให้ได้
  • 7. ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะในเหตุที่ผู้ได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วย กฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
  • วรรคสอง แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีนั้นต่อไปก็ได้ ตามมาตรา 532
  • 8. เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแ้ล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุ เช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหากอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่ อนึ่งท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น ตามมาตรา 533
  • 9. การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคือเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ คือ (มาตรา 535)
  • (1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
  • (2) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
  • (3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
  • (4) ให้ในการสมรส

หน้าที่ของทนายความคดีเพิกถอนนิติกรรม, เพิกถอนการให้

  • 1. เตรียมคดี โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งจากฝ่ายลูกความและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • 2. ตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารว่าลูกความว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะคดีเกี่ยวกับการเพิกถอน นิติกรรมหรือเพิกถอนการให้นั้นบางกรณีอาจต้องมีเอกสารหลักฐานหรือหนังสือเพื่อแสดงต่อศาลในการสืบ พยานด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เช่น การโอนหรือการยกที่ดินให้ หรือการ โอนหรือยกบ้านให้ในรูปแบบที่ไม่ต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดิน เป็นต้น
  • 3. กรณีการทำนิติกรรมหรือการได้รับการยกให้อสังหาริมทรัพย์มา เช่น ที่ดิน หรือบ้าน หรืออาคารพาณิชย์ เป็นต้น โดยหลักจะต้องมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงอาจจะต้องมีเอกสารราชการหรือ เอกสารมหาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดว่าเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือ รับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง และเป็น หน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องมีภาระการพิสูจน์ความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่ง เอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 127 ดังนั้นทนายความจึงต้องตรวจสอบเอกสาร ในส่วนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย
  • 4. ตรวจสอบยอดหนี้ ความเสียหายของที่ดินและสิทธิต่างๆในที่ดินที่พิพาทและดอกเบี้ยจำนวนโดยรวม ทั้งหมด รวมถึงสิทธิและหน้าที่ของลูกความ
  • 5. ค้นหาข้อกฎหมาย คำพิพากษศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง และอายุความหรือระยะเวลาในการดำเนินคดีของลูก ความ
  • 6. ดูแลผลประโยชน์ของลูกความในผลความคืบหน้าของคดีอย่างสม่ำเสมอ
  • 7. ให้คำแนะนำปรึกษาในทางกระบวนพิจารณาของศาลและข้อกฎหมายแก่ลูกความอย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อ ประกอบการตัดสินใจของลูกความ