Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายความคดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

สาระสำคัญของความผิดฐานยักยอกทรัพย์

  • 1. ความผิดฐานชิงทรัพย์นี้มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ภาความผิด ลักษณะ 12 ความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก
  • 2. ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบงเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่ เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง
  • ดังนั้น ความผิดฐานนี้แตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ คือ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้กระทำต้องมีการ ครอบครองทรัพย์ที่ยักยอกนั้นก่อนกระทำความผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์ แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้ กระทำต้องไม่มีการครอบครองทรัพย์ที่ลักนั้นมาก่อน อันเป็นการทำร้ายกรรมสิทธิ์และการครอบครองนั่นเอง
  • ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วย ประการใดหรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งเดียว ตาม มาตรา 352 วรรคสอง “ผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไป” เช่น การทอนเงินให้ผิดแล้วผู้รับเงินทอนรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่ควรรับ แต่ก็นำเงินทอนผิดที่ได้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่นต่อไปก็เป็นความผิดอาญาได้แล้ว เป็นต้น
  • 2. ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิด หน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุได้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็น ทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท ทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 353
  • 3. ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 352(ฐานยักยอกทรัพย์ธรรมดา) หรือมาตรา 353(ฐานยักยอกทรัพย์มีเหตุ ให้รับโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของผู้กระทำความผิด) ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการ ทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตาม พินัยกรรม หรือในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 354
  • 4. ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝังไว้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ แล้ว เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับเกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
  • 5. ความผิดในหมวด 5 ว่าด้วยเรื่องความผิดฐานยักยอกนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้ ตามมาตรา 356 หมายความว่า ความผิดในฐานยักยอกทรัพย์นี้จะเป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งสามารถตกลงยอมความกันระหว่าง ผู้เสียหายกับผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง เมื่อมีการ ยอมความกันแล้วจะมีผลให้สิทธิที่จะนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 (2)

หน้าที่ของทนายความคดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

  • 1. เตรียมคดีโดยการค้นหาข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้รอบด้านมากที่สุด
  • 2. พบและให้คำปรึกษาลูกความเป็นการส่วนตัวในกรณีลูกความเป็นฝ่ายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ตามสิทธิใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1) และในชั้นศาล ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายโจทก์ผู้เสีย หายหรือจำเลย อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อการตัดสินใจของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. อยู่ร่วมในการสอบสวนกับลูกความกรณีเป็นฝ่ายผู้ต้องหา ตามสิทธิใน มาตรา 7/1(2) ประกอบ มาตรา134/1 และมาตรา 134/3
  • 4. ดำเนินการช่วยเหลือลูกความให้ได้รับการประกันตัวกรณีลูกความถูกจับอยู่ไม่ว่าจะในชั้นพนักงานสอบสวน หรือชั้นฝากขังต่อศาลทั้งกรณีการถูกคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม มาตรา90 หรือมาตรา 106
  • 5. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้แก่ลูกความเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม มาตรา 30
  • 6. กรณีเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องดำเนินการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอเรียกทรัพย์สิน หรือใช้ราคาแทนทรัพย์สินของลูกความที่เสียหายไปจากการกระทำความผิดในฐานความผิดที่ระบุไว้ ตาม มาตรา 43 หรือยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกความ ตามมาตรา 44/1
  • 7. ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะนำมาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย
  • 8. ตรวจค้นข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอายุความหรือระยะเวลาใน การดำเนินคดีของลูกความ
  • 9. ติดตามผลคดีของลูกความอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาประโยชน์แก่ลูกความเป็นสำคัญ
  • 10. ดำเนินการให้ลูกความที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางให้ได้รับคืนของกลางกรณีเจ้าของไม่ได้ รู้เห็นเป็นใจให้ทรัพย์นั้นได้ใช้ในการกระทำความผิดด้วย ตามมาตรา 49 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 วรรคสองหรือมาตรา 34 วรรคสอง