Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายความคดีความผิดต่อร่างกาย

สาระสำคัญของคดีความผิดต่อร่างกาย

  • 1. ความผิดต่อชีวิตมีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 10 ว่าด้วยเรื่อง ความผิดเกี่ยวกับ ชีวิตร่างกาย หมวด 2 ความผิดต่อร่างกาย มีฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยเจตนา ตามมาตรา 295 และ มาตรา 296 ประกอบมาตรา 289
  • ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297 และ มาตรา 298 ประกอบมาตรา 289
  • ความผิดฐานร่วมในการชุลมุนต่อสู้ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 299
  • ความผิดฐานกระทำกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300
  • 2. บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่ กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง
  • กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ตามมาตรา 59 วรรคสอง
  • ความผิดฐานถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อม เล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ตามมาตรา 59 วรรคสามทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297 และ มาตรา 298 ประกอบมาตรา 289
  • การกระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ตามมาตรา 59 วรรคสี่
  • การกระทำให้หมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล นั้นด้วย ตามมาตรา 59 วรรคท้าย

อธิบายการจะเป็นความผิดอาญาและรับโทษได้ว่า

  • (1) ต้องมีการกระทำ คือ ผู้กระทำเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก เช่น การชกผู้อื่น เป็นต้น ที่ไม่ใช่การ เคลื่อนไหวโดยรู้สำนึก เช่น การละเมอ . การที่ถูกผู้อื่นมาจับมือของเราแล้วไปตีอีกบุคคลหนึ่ง เป็นต้น ตาม มาตรา 59 วรรคหนึ่งส่วนต้น
  • (2) การกระทำครบองค์ประกอบความผิด
  • (2.1) การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 คือ มี ผู้ใด(ผู้กระทำ) , ทำร้าย(การกระทำ), ผู้อื่น(วัตถุแห่งการกระทำ) เป็นต้น
  • (2.2) การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ได้แก่ เจตนา หรือประมาทใน กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่มี กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา เช่น ความผิดลหุโทษบางมาตรา เป็นต้น

องค์ประกอบภายในอธิบายได้ดังนี้

  • เจตนา ต้องดูตามมาตรา 59 วรรคสามก่อน คือ ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้นๆ เช่น ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น ตามมาตรา 295 ผู้กระทำจะต้องรู้ว่า ตน เป็นผู้กระทำ , การกระทำของตนเป็นการทำร้ายเช่น การใช้ไม้ตี และ การกระทำของตนได้กระทำต่อผู้อื่น(ที่มี สภาพบุคคลหรือกระทำต่อผู้มีชีวิตนั่นเอง) ไม่ใช่กรณีตีศพ ดังนั้นคำว่า “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญาจึงมิใช่ เป็นไปตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไป เพียง “รู้” ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจ ที่แท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำว่าต้องการกระทำเพื่อสิ่งใดกันแน่ชัด แต่อย่างใด
  • จากนั้นจึงจะมาวิเคราะห์ถึงประเภทของเจตนามีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

(ก) เจตนาธรรมดา คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้ ตามมาตรา 59 วรรคสอง 

  • เจตนาประสงค์ต่อผล หมายถึง เจตนาที่ผู้กระทำต้องการที่จะให้เกิดผลนั้นขึ้นอย่างแน่แท้ เช่น นาย ก. ต้องการทำร้าย นาย ข. จึงใช้ไม้ตีไปที่ร่างกายของ นาย ข. ทำให้นาย ข. ไม่ได้ถูกร่างกายของ นาย ข. จนได้รับบาดเจ็บเป็นต้น
  • เจตนาย่อมเล็งผลได้ หมายถึง กรณีที่ผู้กระทำมิได้มีเจตนาประสงค์ต่อผลโดยตรง แก่ผู้ถูกกระทำหรือวัตถุแห่งการกระทำ แต่พฤติการณ์สามารถคาดเห็นได้ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นแก่ผู้ ถูกกระทำหรือวัตถุแห่งการกระทำได้อย่างแน่แท้ตามความคิดเห็นของ “วิญญูชน” คือ คนปกติธรรมดาทั่วไป ในภาวะพฤติการณ์เช่นนั้นพึงจะคาดเห็นได้อย่างแน่นอน เช่น นาย ก. มิได้ประสงค์จะทำร้ายนาย ข. แต่แรก แต่ประสงค์จะใช้ไม้ฟาดนกที่เกาะไหล่นาย ข. แต่การจะใช้ไม้ฟาดนกนั้นคนทั่วไปรวมทั้งนาย ก. ย่อมจะคาด เห็นได้อย่างคนธรรมดาทั่วไปว่าในภาวะพฤติการณ์เช่นนี้ไม้จะถูกร่างกายนาย ข. อย่างแน่นอน แต่นาย ก. ก็ ยังฟาดไม้ออกไป เมื่อไม้ไปถูกร่างกาย นาย ข. ได้รับบาดเจ็บ นาย ก. จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ข. โดยเจตนา(เล็งเห็นผล)

(ข) เจตนาโดยผลของกฎหมาย คือ เจตนาโดยพลาด ตามมาตรา 60 มี เนื้อความว่า “ผู้ใดมีเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้น กระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความ สัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้ายมิให้นำกฎหมายนั้น มา ใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น” เช่น นาย ก. เอาก้อนหินประสงค์จะขว้างนาย ข. แต่ขว้างไม่ถูก ก้อน หินไปถูกหัวนาย ค. ที่อยู่ข้างหลังหัวแตก นาย ก.จึงต้องรับผิดต่อนาย ค. ในฐานทำร้ายนาย ค. ให้ได้รับ อันตรายแก่กาย โดยเจตนาโดยพลาด เป็นต้น

– ประมาท ก็คือกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาทนั้น หมายความว่า ผู้กระทำได้ กระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้วแต่มิได้กระทำการไปโดยเจตนา แต่ได้ขาดความระมัดระวัง ตามวิสัยและพฤติการณ์ของบุคคลทั่วไปพึงมี แต่ก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดังกล่าวอย่างเพียงพอ เช่น ฝนตก ถนนลื่น นาย ก. ขับรถลงสะพานด้วยความเร็วสูงเบรกไม่ทันชนรถ นาย ข. ทำให้นาย ข. ขาขาด นาย ก. จึง ต้องรับผิดอาญาฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300 เป็นต้น

  • (3) การกระทำของผู้กระทำทำให้ผลเกิดขึ้นในกรณีที่ความผิดต้องการผล และผลที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์กับ การกระทำที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำไป เช่น ถ้าหาก นาย ก. ไม่ใช้ไม้ตีที่ร่างกาย นาย ข. นาย ข. ก็จะไม่ได้รับ บาดเจ็บ เป็นต้น