Attorney of

  • บริษัทกฏหมายที่มีความน่าเชื่อถือใน ประเทศไทย
  • เรทราคาที่ยอมรับได้
  • ทุกปัญหา
  • ทางกฏหมาย สามารถติดต่อปรึกษาได้ ฟรี!

เริ่มต้นกับเราวันนี้

ทนายความคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้รับอันตรายสาหัส

สาระสำคัญของคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส

  • 1. ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส มีบัญญัติอยู่ตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 10 ว่าด้วยเรื่อง ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย หมวด 2 ความผิดต่อร่างกาย
  • 2. ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 300
  • (1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท (ความสามารถในการดมกลิ่น)
  • (2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
  • (3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด เช่น ฟันร่วงหมดปาก หรือจนไม่อาจเคี้ยวอาหารได้ เป็นต้น
  • (4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (ถ้ารักษาหายได้ก็ไม่เข้าอนุมาตรานี้)
  • (5) แท้งลูก
  • (6) จิตพิการอย่างติดตัว
  • (7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
  • (8) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติ ไม่ได้เกินกว่า 20 วัน
  • 3. ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัสนี้ เป็นความผิดที่ต้องการผลของการกระทำ ซึ่งเป็นผลตาม ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ อันทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ อันตรายแก่กายธรรมดา ตามมาตรา 63 แม้ผู้กระทำจะมีเพียงเจตนาทำร้ายผู้อื่นธรรมดา ตามมาตรา 295 ประกอบมาตรา 59 วรรคสามและวรรคสองเท่านั้นก็ตาม
  • ผลตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้" หมายถึง ผลที่ ผู้กระทำสามารถ"คาดเห็น" ความเป็นไปได้ของผลนั้น ซึ่ง ใช้มาตรฐานของ "วิญญูชน"เป็นหลักในการวินิจฉัย การ "คาดเห็น" นี้ไม่ใช่ "เจตนาเล็งเห็นผล"ตามมาตรา 59 ผู้กระทำอาจ "คาดเห็น" โดยไม่ "เล็งเห็นผล" ก็ได้ (หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2532 ของท่านอาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์และอาจารย์สนิท นิติ ธรรมาศ)

หน้าที่ของทนายความคดีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส

  • 1. เตรียมคดีโดยการค้นหาข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้รอบด้านมากที่สุด
  • 2. พบและให้คำปรึกษาลูกความเป็นการส่วนตัวในกรณีลูกความเป็นฝ่ายผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา ตามสิทธิใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1) และในชั้นศาล ไม่ว่าลูกความจะเป็นฝ่ายโจทก์ผู้เสีย หายหรือจำเลย อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อการตัดสินใจของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. อยู่ร่วมในการสอบสวนกับลูกความกรณีเป็นฝ่ายผู้ต้องหา ตามสิทธิใน มาตรา 7/1(2) ประกอบ มาตรา134/1 และมาตรา 134/3
  • 4. ดำเนินการช่วยเหลือลูกความให้ได้รับการประกันตัวกรณีลูกความถูกจับอยู่ไม่ว่าจะในชั้นพนักงานสอบสวน หรือชั้นฝากขังต่อศาลทั้งกรณีการถูกคุมขังโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม มาตรา90 หรือมาตรา 106
  • 5. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้แก่ลูกความเพื่อรักษาสิทธิต่างๆ กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม มาตรา 30
  • 6. กรณี เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องดำเนินการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอเรียกทรัพย์สิน หรือใช้ราคาแทน ทรัพย์สินของลูกความที่เสียหายไปจากการกระทำความผิดในฐานความผิดที่ระบุไว้ ตาม มาตรา 43 หรือยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกความ ตามมาตรา 44/1
  • 7. ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะนำมาพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย
  • 8. ตรวจค้นข้อกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบอายุความหรือระยะเวลาใน การดำเนินคดีของลูกความ
  • 9. ติดตามผลคดีของลูกความอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาประโยชน์แก่ลูกความเป็นสำคัญ